ท่านผู้พิพากษา


ลัดดาวรรณ หลวงอาจ

ท่านผู้พิพากษา ลัดดาวรรณ หลวงอาจ

“เส้นทางที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค”

       ท่านผู้พิพากษา ลัดดาวรรณ หลวงอาจ จากอดีตพนังงานโรงงาน พนักงานเซเว่น แต่ด้วยความอดทนและไม่เคยยอมแพ้ ทำให้เธอถึงฝัน คือการได้เป็น ผู้พิพากษา อาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี อาชีพแห่งความยุติธรรม จากสาวชาวเขาในวันนั้นกลายเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตในวันนี้

       ชีวิตของท่านผู้พิพากษา ลัดดาวรรณ เริ่มจากต้นที่หมู่บ้านเล็กๆ บนภูเขาแห่งหนึ่ง ในจังหวัดทางภาคอีสาน ตั้งแต่เด็กเธอ เป็นเด็กขี้อายเวลาเธอไปไหน ก็มักจะมียายตามติดไปด้วยทุกที่เสมอ เธอเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก เวลาส่วนใหญ่เธอจะใช้ไปกับการนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุด แม้ว่าในชนบทที่ห่างไกล ไม่ค่อยมีหนังสือให้อ่านมากนัก เธอจึงอ่านหนังสือของโรงเรียนทุกเล่ม เล่มละหลายๆรอบ เมื่อเธอจบชั้นประถามศึกษาปีที่ 6 พ่อแม่และครอบครัวของเธอไม่ได้มีเงินทองมากพอที่จะส่งเสียให้เรียนต่อ ในชั้นมัธยมได้ ดังนั้นเธอจึงต้องหยุดเรียนและมาช่วยพ่อแม่ ทำไร่ ทำนา ซึ่งสวนทางกับความต้องการของเธอ และเธอนั้นเป็นหลานรักของคุณยาย เธอจึงถูกเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอมมาโดยตลอด ทำงานอะไรไม่ค่อยเป็น ยิ่งให้ออกไปทำไร่ทำนา เธอก็ทำไม่ไหว ความคิดของเธอตอนนี้มีอย่างเดียวคือการ อยากเรียนหนังสือ ทำงานดีๆ ส่งเงินให้พ่อและแม่ใช้ จากนั้นเธอไม่ยอมแพ้หาทางที่จะเรียนหนังสือให้ได้ เธอจึงไปสมัครเรียน กศน. ทางไกล ที่จังหวัดข้างๆซึ่งหากจากหมู่บ้านของเธอถึง 30 กม หนทางการเรียนรู้ของเธอก็ไม่ได้ราบเรียบนัก สำหรับเด็กผู้หญิงและยายชรา ที่ต้องเดินจากหมู่บ้าน 3 กิโลเมตร และขึ้นเขาลงเขาทุกวันอาทิตย์ เพื่อขึ้นรถไปเรียน ส่วนวันอื่นๆเธอจะกลับมาอ่านหนังสือและทบทวนบทเรียนเอง เป็นระยะเวลา 1 ปี จนจบวุฒิมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเมื่อเธออายุ 15 ปี
เธอคิดไว้ว่าเธออยากเรียนต่อ จึงขอพ่อและแม่ เข้ากรุงเทพ เพื่อหางานและหาที่เรียน โดยมีเงื่อนไข คือ จะส่งเงินกลับมาให้ทุกๆสิ้นเดือน งานแรกที่เธอได้ทำคือ การเป็นพนังงานโรงงานปลากระป๋อง ในจังหวัดนครปฐม แม้ว่าจะต้องทนกับกลิ่นเหม็นคาวปลา แต่นั้นไม่ทำให้เธอท้อเลย เพราะเธอมีเป้าหมายที่ต้องทำให้สำเร็จ เธอทำงานที่โรงงาน 6 วัน ส่วนวันอาทิตย์เธอจะไปเรียน กศน. เธอไม่รู้สึกว่าเหนื่อย ที่จะต้องไปเรียน เพราะว่าการไปเรียนหนังสือคือการพักผ่อนชั้นยอดของเธอ และเมื่อถึงสิ้นเดือนที่ต้องส่งเงินกลับบ้านนั้นก็เป็นความสุขของเธอเหมือนกัน เธอจะแบ่งเงินไว้ส่วนหนึ่ง คือค่าเล่าเรียนกับค่าข้าว จากนั้นเธอย้ายไปทำงานอื่นๆเช่น โรงงานผลไม้กระป๋อง โรงงานทอผ้า โรงงานอิเลกทรอนิกส์ ถึงแม่ว่าเธอจะทำงานโรงงาน สิ่งที่เธอได้เรียนรู้จากการทำงาน คือความอดทน ไม่ย่อท้อแม้ว่าจะต้องทำงานหนัก นี่แหละทำให้เธอฝ่าอุปสรรคต่างๆทั้งหลายไปได้ แต่การทำงานโรงงานทั้งหลาย เธอก็ยังไม่เห็นแนวทางที่จะเรียนต่อสักเท่าไหร่ และเธอได้มาทำงานที่โรงงานเครื่องแฟกซ์ แถวเภอบางประกง แม่ว่าเงินเดือนจะไม่ได้มาก แต่มีวันหยุดเยอะพอที่จะทำให้เธอวางแผนที่จะสมัครเรียน เธอได้สมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ในคณะนิติศาสตร์ ทุกคนต้องเริ่มต้นใหม่พร้อมกันเท่ากันหมด ในตอนนั้นเธอไม่ได้เรียนเก่งมากนักแต่ด้วยความที่เธอชอบอ่านหนังสือ ชอบเรียนและมีความสุขที่มีอาจารย์สอนอยู่หน้าห้อง เธอจึงตั้งใจเรียนมาก จำทุกอย่างที่อาจารย์สอนจึงได้ความรู้ไปมากมาย แต่ปัญหาตอนนั้นคือ ที่ทำงานของเธอกับที่เรียนมันไกลกันมากและงานก็หนักเกินไป เจอจึงตัดสินใจลาออกแล้วไปสมัครเป็นพนักงานเซเว่น ใกล้กับมหาวิทยาลัยแทน ด้วยความขยัน ไม่ยอมแพ้ เธอใช้เวลาเพียง 3 ปี ก็สามารถเรียนจบคณะ นิติศาสตร์ ได้จากนั้นเรียน เนติบัณฑิต ต่ออีก 1 ปี จนสอบเป็นผู้พิพากษาได้ และสานฝันของตัวเองได้สำเร็จ ท่านลัดดาวรรณ เล่าว่า “ชีวิตของผู้พิพากษา เหมือนชีวิตที่เคยฝันไว้เลย ตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าเหมือนฝันไป เป็นงานที่ทำแล้วมีความสุข สบายใจ สิ่งหนึ่งที่ทำให้มีวันนี้ คือ ความรักแบบไม่มีเงื่อนไขของคนในครอบครัว แม้พวกเค้าจะไม่เข้าใจว่า ฉันเรียนไปทำไมเยอะแยะ มากมาย รู้แต่ว่าฉันอยากเรียนก็สนับสนุกในทุกทางเท่าที่จะทำได้ ”วันที่เป็นที่สุดของชีวิต คือวันที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระเจ้าอยู่หัว ถวายสัตต ปฏิญาณ รับโปรดเกล้าฯ เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษา มันเหมือนเป็นชีวิตเกินกว่าที่วาดฝันเอาไว้มาก

       จากคำกล่าวของอาจารย์ที่ว่า “ผู้พิพากษาทุกคนมาด้วยความสามารถ ไม่มีเส้นสาย การเลื่อนตำแหน่งก็เป็นไปตามลำดับขั้น ความอาวุโสทุกอย่าง” จากวันนั้นฉันจึงคิดว่านี่แหละคืออาชีพที่เราสามารถทำได้ เพราะเราไม่มีเส้นสาย เพราะเราต้องใช้ความสามารถและคิดว่าอาชีพนี้เราสามารถทำได้

       เคล็ดลับการเรียนอย่างคนประสบความสำเร็จในแบบฉบับของท่าน ลัดดาวรรณ นั้นคือ หมั่นทำข้อสอบเก่า ฝึกเขียน ฝึกถ่ายทอด เพราะ สองของคนเรามี 2 ส่วน คือ ส่วนถ่ายทอดข้อมูลกับ ส่วนรับข้อมูล ถ้าฝึกรับอย่างเดียว ไม่ฝึกถ่ายทอดมันก็จะวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา มันจะไม่เกิดสิ่งใหม่ขึ้นกับเราเลย ดังนั้นต้องฝึกทั้ง 2 ส่วนควบคู่กันไป ช่วงเตรียมตัวสอบ ท่านลัดดาวรรณจะ ตื่นตอนตี 4 ลุกขึ้นมาทำสมาธิทุกวัน “เราอ่านหนังสือเอาคุณภาพ ไม่ได้เอาปริมาณ การสอบเนติบัณฑิต ที่เน้นข้อเขียนเป็นหลัก เราต้องอ่าน เขียน ทบทวนให้เข้าใจมากๆ สิ่งที่จำเป็นคือ สมาธิ แล้วจึงเขียนออกมาเป็นประเด็นที่สั้น กระชับ ได้ใจความ”
” มันยากที่ใจ ถ้าใจเราไม่เอาแล้ว มันก็ไปต่อไม่ได้ ไม่มีใครจะหยุดเราได้ ทุกอย่างเริ่มต้นที่ใจ ต้องมองหาสิ่งดีๆที่เรามีให้ได้ สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราทุกคนมีเหมือนกันคือ ‘ลมหายใจ’ ถ้าเรายังมี ‘ลมหายใจ’ ต้องทำอะไรต่อไปได้แน่นอน มันจะต้องมีหวังอยู่ในนั้น “

https://goo.gl/wm7ihN

2017-09-22T18:17:18+00:00